ตำนาน100ปีของเสื้อสำหรับขี่จักรยาน

ตำนานที่ไม่มีใครรู้ และ เทคนิคง่ายๆในการเลือกเสื้อสำหรับขี่จักรยาน

ในระยะสอง-สามปีมานี้ เวลาผมเดินทางไปตามสถานที่ต่างๆ เดี๋ยวนี้มักจะได้พบเจอกับเหล่าสิงห์นักปั่นที่สวมใส่ เสื้อสำหรับขี่จักรยาน กันมากขึ้น ไม่ว่าจะขี่เพื่อออกกำลังกาย หรือ ตามงานแข่งขันต่างๆที่เพิ่มขึ้นมากในปัจจุบัน แต่จะมีซักกี่คนที่รู้ว่าครั้งหนึ่ง เสื้อขี่จักรยาน ฟิตกล้ามสุดเท่ห์แบบนี้ เคยมีหน้าตาที่แตกต่างกับปัจจุบันราวฟ้ากับเหว! แล้วมันมีที่มาที่ไปยังไง? แล้วทำไมต้องเรียกว่าเสื้อเจอร์ซี่? แล้วมีดีอะไรทำไมคนเขานิยมใส่กัน? ถ้าจะซื้อหามาสวมใส่ซักตัวจะต้องดูอะไรบ้าง? วันนี้ ผมรวบรวมคำตอบซึ่งมีความเป็นมาที่น่ารู้น่าสนใจ ของเสื้อผ้ายืดบางๆนี้มานำเสนอครับ

เสื้อสำหรับขี่จักรยาน

เสื้อจักรยาน – CYCLING JERSEY

ยุคตั้งไข่

ในประวัติศาสตร์แห่งวงการจักรยาน หากนับจากจักรยานหน้าตาแบบที่เรารู้จักกันอยู่ทุกวันนี้ก็ต้องเริ่มตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 1890-1900 (เปลี่ยนเป็นปี พ.ศ. ก็ ค.ศ. ตั้งบวกด้วย 543 ครับ) ที่เริ่มมีจักรยานล้อขนาดเท่ากันทั้งสองล้อพร้อมติดตั้งระบบเฟืองโซ่เกิดขึ้นมา เรียกว่า Safety Bicycle ก่อนที่จะเกิดกระแสบูมจักรยานหรือ Bike Boom ในช่วงปีนั้นเอง Cycling Jersey หรือเสื้อที่มีไว้สำหรับขี่จักรยานโดยเฉพาะ เองก็ถือกำเนิดมาในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันนี้ครับ โดยเมื่อครั้งอดีตนั้น นักกีฬาจักรยานตามงานแข่งขันต่างๆ มักจะเป็นชนชั้นแรงงานที่มาร่วมลงแข่งเพราะเงินรางวัลและชื่อเสียงที่ล่อตาล่อใจ ซึ่งมีการใช้เสื้อผ้าตามสะดวก ตามแต่จะคิดว่าแบบไหนที่เหมาะกับตัวเอง แบบไหนที่คิดว่าน่าจะช่วยให้เร็วขึ้น

ภาพ ณ จุดปล่อยตัว Tour De France ปี ค.ศ.1903 แฟชั่นนักกีฬายังตัวใครตัวมันอยู่ (biketalkon.blogspot.com เอื้อเฟื้อภาพ)

Tour De France ปี ค.ศ.1903 เช่นกัน ในภาพวาดจะเห็นลักษณะการแต่งกายและหนวดได้ชัดขึ้น :)

และชุดแบบที่นิยมใช้กันแพร่หลายมากที่สุดคือเสื้อถักผ้าขนสัตว์ที่มีชื่อเรียกว่า Jersey หรือ Guernsey หรือ Gansey ซึ่งมีใช้กันในหมู่ชาวเรือชาวประมงมานานแล้ว ด้วยมีน้ำหนักเบา ทนทาน คล่องตัว ดูดซับเหงื่อและความชื้นได้ดีกว่าเสื้อผ้าชนิดอื่นๆในขณะนั้น ซึ่งนอกจากวงการจักรยานแล้ว ยังใช้กันในกีฬาอื่นๆอีกหลายชนิดในขณะนั้น เช่น ฟุตบอล , รักบี้ ด้วยครับ พอมาใช้ในวงการจักรยานก็เลยเรียกว่า Cycling Jersey ซึ่งนี่เองเป็นที่มาของการเรียก เสื้อสำหรับขี่จักรยาน กันสั้นๆว่า Jersey มาจนทุกวันนี้ แต่ข้อดีของชุดกีฬาผ้าขนสัตว์นี้กลับกลายเป็นข้อเสียสำคัญ และเป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับกีฬาปั่นจักรยาน นั่นคือ การดูดซับน้ำของเนื้อผ้าครับ พอดูดซับเหงื่อเอาไว้มากๆเข้าก็ยับย่น และทำให้นักกีฬาต้องแบกรับน้ำหนักเหงื่อ อีกทั้งยังทำให้ร้อน ไม่คล่องตัว ถึงจะแห้งเร็วแต่ก็เหม็นอับ เรียกว่าดูไม่จืด..
ดูไม่จืดแต่ก็ต้องใช้กันต่อไปอีกหลายสิบปีครับ เพราะ ณ สมัยนั้นยังไม่มีเนื้อผ้าอื่นที่มีคุณสมบัติดีกว่านี้

ภาพนักกีฬาจักรยาน Tour De France ปี ค.ศ.1908 ส่วนใหญ่หันมาใส่เสื้อ Jersey กันแล้ว ( gallica.bnf.fr เอื้อเฟื้อภาพ )

เสื้อ Guernsey หรือ Jersey ที่ทุกวันนี้ก็ยังมีคนใส่กันอยู่ จินตนาการภาพเสื้อแบบนี้เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อดูสิครับ – -” ( ภาพโดย LeGroweur )

ปฎิวัติแฟชั่น : ความหล่อที่มาพร้อมกับเงิน

ต่อมาในปี ค.ศ.1940 ตรงกับปี พ.ศ.2483 ในช่วงเวลาที่เกิดอาชีพนักปั่นจักรยานขึ้นมาเป็นเรื่องเป็นราวแล้ว Armando Castelli ช่างตัดเสื้อในเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ซึ่งในขณะนั้นได้ตัดเสื้อให้กับตำนานนักปั่นชาวอิตาเลียนอย่าง Gino Bartali ก็ได้รับการว่าจ้างจาก Fausto Coppi คู่แข่งของ Bartali ให้ผลิตเสื้อที่ดีกว่า และช่วยให้เขาปั่นได้เร็วขึ้น และได้พัฒนาเสื้อที่ตัดเย็บจากผ้าแพร ( Silk Cycling Jersey ) ที่มีหน้าตาเกือบจะเหมือนกับในปัจจุบัน ซึ่งเนื้อผ้าเบากว่า เย็นสบาย คล่องตัวกว่า ดูทันสมัย ไม่เหม็นอับเหมือนผ้าขนสัตว์ อีกทั้งยังพิมพ์ลายต่างๆได้ ทำให้เกิดช่องทางโฆษณารูปแบบใหม่โดยการพิมพ์โลโก้ของสปอนเซอร์ลงบนเสื้อของนักกีฬา เรียกว่า win-win ทั้งนักกีฬาที่ได้เงินสนับสนุนมากขึ้น บริษัทสปอนเซอร์ก็ได้โฆษณาไปในตัว  และจากการนำผ้าแพรมาใช้ในการตัดเย็บนี้เอง ยังเป็นที่มาของนวัตกรรมต่างๆอีกหลายอย่าง ได้แก่ กระเป๋าใส่ของที่ด้านหลัง การติดซิปแทนกระดุม มีคอปกเสื้อ(อันนี้ก็ไม่รู้มันดียังไง?)
แต่ผ้าแพรก็ยังขาดความทนทานต่อการใช้งาน ขึ้นราได้ มอดแมลงกัดกิน จึงพ่ายแพ้ให้กับวิทยาการใหม่ๆในที่สุด..

Fausto Coppi (ขวา) และ Gino Bartali (ซ้าย) ทั้งคู่ใส่เสื้อ Jersey ที่ตัดเย็บจากผ้าแพรโดยฝีมือของ Armando Castelli ซึ่งยุคแรกยังใช้กระดุมเสื้ออยู่ ( ภาพโดย Carlo Martini for OMEGA )

Silk Cycling Jersey ปี 1961 มีการใช้ซิปแทนกระดุม และ ปกเสื้อหายไป(ตกลงปกเสื้อมันไม่มีประโยชน์ใช่มั้ย? – -” ) (cyclingart.blogspot.com เอื้อเฟื้อภาพ)

New day has come

ในปี ค.ศ.1941 โดยนักเคมีชาวอังกฤษ JT Dickson และ Rex Whinfield ได้ผลิต Polyester (โพลีเอสเตอร์) หรือ เส้นใยสังเคราะห์ เส้นใยผ้าที่ผลิตจากวัสดุสังเคราะห์ชนิดต่างๆ สิ่งประดิษฐ์ที่จะพลิกโลกแห่งเครื่องนุ่งห่มไปตลอดกาล สำเร็จเป็นครั้งแรกในโลก และ ไม่เคยหยุดการพัฒนาอีกเลย…

หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง ในปี ค.ศ.1945 จากการถือกำเนิดของเส้นใยสังเคราะห์ ทำให้เกิดการพัฒนาผ้าชนิดใหม่ๆขึ้นมามากมาย ซึ่งหนึ่งในนั้นได้แก่ Lycra ผ้าที่ผสานเส้นใยสังเคราะห์ด้วยเส้นใย Elastane หรือยางสังเคราะห์ โดยบริษัท DuPont ในปี ค.ศ.1958 ที่เริ่มการผลิตออกสู่ตลาดในอีกสี่ปีต่อมา ส่งผลให้เกิดการพัฒนาแนวทางใหม่ๆในการออกแบบและผลิตเสื้อผ้าในวงการต่างๆ รวมถึง เสื้อสำหรับขี่จักรยาน

นักกีฬาปั่นจักรยานในปี 1963 เริ่มหันมาใช้เสื้อที่ผลิตจากใยสังเคราะห์กันมากขึ้น (bendigoweekly.com.au เอื้อเฟื้อภาพ)

แถมการตัดเย็บด้วยผ้าใยสังเคราะห์ ยังทำให้สามารถพิมพ์หมึกลงบนตัวเสื้อได้ดียิ่งกว่าผ้าแพร สามารถพิมพ์ลายโลโก้สปอนเซอร์ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ลงบนจุดไหนของเสื้อก็ได้ เหมือนที่เรามักจะได้เห็นบนเสื้อของนักกีฬาในการแข่งขันจักรยานรายการต่างๆจนคุ้นตา

และแล้ว ในช่วงปี ค.ศ.1970-1980 สิงห์นักปั่นทั้งหลายก็พากันเปลี่ยนเสื้อจากชุดที่ใช้ผ้าขนสัตว์และผ้าแพร หันมาใช้ชุดกีฬาที่ตัดเย็บจากผ้าใยสังเคราะห์รุ่นใหม่ๆ ที่ขจัดเหงื่อได้ดีกว่าผ้าขนสัตว์ เบาสบายยิ่งกว่าผ้าแพร และมีเนื้อผ้าที่แนบสนิทกับร่างกาย ลดแรงต้านลม ปั่นได้เร็วยิ่งกว่าเดิม ซึ่งล้วนเป็นคุณสมบัติสำคัญของ เสื้อขี่จักรยาน ที่หาไม่ได้ในกีฬาประเภทอื่นๆ แถมยังเล่นสีสันสดใสสวยงามได้ กันจนหมด.. (แต่ทุกวันนี้ก็ยังมีการผลิตชุดขี่จักรยานจากผ้าขนสัตว์ออกมาเอาใจนักปั่นผู้รักสไตล์ย้อนยุคกันอยู่)

เทคโนโลยีที่ไม่เคยหยุด,แฟชั่นที่ไม่เคยนิ่ง

แม้ในแง่ของดีไซน์ Cycling Jersey แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงอีกเลยนับตั้งแต่ Armando Castelli ได้ตัดเสื้อที่ตัดเย็บจากผ้าแพรในปี 1940 แต่ทว่าการพัฒนาในส่วนของรายละเอียดต่างๆยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง เช่น ผ้าชนิดใหม่ที่มีการถักทอให้แห้งเร็ว เย็นสบายยิ่งกว่าเดิมอย่างผ้า Cool Max ที่ไล่ความชื้นและแห้งเร็วยิ่งกว่าผ้า Lycra , เทคโนโลยีในการขจัดกลิ่นอับจากเชื้อแบคทีเรียและให้ความนุ่มสบายยามสวมใส่ของผ้า Microsense , การเสริมแถบยางซิลิโคนป้องกันชายเสื้อเปิด ซิปแบบพับล็อคได้ไม่พะเยิบ ฯลฯ รวมถึงดีไซน์การออกแบบลวดลายบนเสื้อที่จัดจ้านขึ้นเรื่อยๆจนได้ชุดขี่จักรยานอย่างที่ใส่กันอยู่ทุกวันนี้ครับ

ผ้า Microsense , ผ้า Coolmax ตัวอย่างของนวัตกรรมผ้าสมัยใหม่ ที่ช่วยให้นักปั่นทั้งหลายสดชื่นดุจยืนบนไหล่เขาแม้จะปั่นกันมาหลายสิบกิโลแม้ว – -+

เสื้อสำหรับขี่จักรยาน

ลายผ้าของเสื้อสำหรับขี่จักรยาน ด้านนอกมีตาใหญ่ทำให้น้ำระเหยได้เร็ว ส่วนด้านในจะมีตาถี่ เพื่อช่วยซับเหงื่อออกจากผิวหนัง

เสื้อสำหรับขี่จักรยาน

ด้วยเทคโนโลยีผ้า Microsense ทำให้เสื้อสำหรับขี่จักรยานมีสัมผัสเหมือนผ้าcotton และมีผิวนิ่มลื่นดุจแพรไหม พร้อมคุณสมบัติป้องกันแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดกลิ่นอับ

เสื้อสำหรับขี่จักรยาน

ออพชั่นสมัยใหม่ของเสื้อจักรยานที่เหล่าสิงห์นักปั่นเมื่อ 100 ปีที่แล้วต้องอิจฉาตาร้อนผ่าวๆ! *-*

ยิ่งในยุคที่จักรยานกลายเป็นพาหนะในการเดินทางที่สะดวกสบายท่ามกลางภาวะการจราจรติดขัด ค่านิยมในการลดภาวะโลกร้อน อีกทั้งในหลายๆประเทศได้จัดโซนสำหรับขี่จักรยานโดยเฉพาะ ทำให้ เสื้อขี่จักรยาน ไม่จำกัดแต่เฉพาะนักกีฬาอีกต่อไป และกลายเป็นแฟชั่นที่คนรักการขี่จักรยานใฝ่ฝันจะมีไว้ในครอบครองบ้างซักตัวสองตัว :))) (แต่ก็ต้องรู้จักการดูแลรักษาเสื้อจักรยานตัวเก่งกันด้วยนะครับ ไม่ใช่แค่โยนลงเครื่องซักผ้าแล้วจบกัน)

เรื่องราวของเสื้อสำหรับขี่จักรยานในประเทศไทย

ในประเทศไทยเอง จักรยานได้เข้ามาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 แล้ว แต่ไม่มีประวัติชัดเจนว่าคนไทยเริ่มใช้เสื้อสำหรับกีฬาจักรยานกันตั้งแต่เมื่อไหร่ ส่วนตัวผมเองสันนิษฐานว่าค่อยๆซึมเข้ามานับตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ผ่านทางเจ้านายและบุคคลต่างๆที่ได้ไปศึกษาศิลปวิทยาการความรู้ต่างๆที่ประเทศทางทวีปยุโรปนั่นเอง  และมีการเปลี่ยนแปลงพัฒนาตามต่างชาติมาโดยลำดับ
ซึ่งปัจจุบันนี้ ในประเทศไทยก็มีร้านจำหน่ายชุดสำหรับขี่จักรยานที่ออกแบบและผลิตโดยคนไทยเองอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียวครับ อย่างวันก่อน เพื่อนผมเพิ่งไปเที่ยวที่ไร่บุญรอด จังหวัดเชียงราย ก็เจอกับร้านจำหน่ายเสื้อและอุปกรณ์สำหรับคนรักการขี่จักรยานที่เป็นของสิงห์เอง ซึ่งเสื้อผ้าต่างๆล้วนออกแบบโดยคนไทย มีลายสวยๆหลากหลาย และยังมีราคาไม่แพงมากด้วยครับ

เสื้อจักรยาน

บรรยากาศภายในร้านศูนย์จักรยาน ไร่บุญรอด

เสื้อขี่จักรยาน

facebook.com/singhacycling เอื้อเฟื้อภาพ

เสื้อสำหรับขี่จักรยาน

facebook.com/singhacycling เอื้อเฟื้อภาพ

เสื้อสำหรับขี่จักรยาน

facebook.com/singhacycling เอื้อเฟื้อภาพ

เสื้อขี่จักรยาน

facebook.com/singhacycling เอื้อเฟื้อภาพ

เสื้อสำหรับขี่จักรยาน

facebook.com/singhacycling เอื้อเฟื้อภาพ

เทคนิคง่ายๆในการเลือก เสื้อสำหรับขี่จักรยาน

1. ดูเนื้อผ้า – ใช้ผ้าที่ใส่สบาย ป้องกันกลิ่นอับชื้น ซับเหงื่อได้ดี แห้งเร็ว ทนทานต่อการใช้งาน ภูมิอากาศก็มีผลต่อการเลือกเนื้อผ้า อย่างในเมืองไทยเรา ควรเลือกผ้าที่ระบายความร้อนได้ดี เย็นสบาย แต่หากไปปั่นในประเทศเมืองหนาว ก็ต้องเลือกเนื้อผ้าที่ช่วยเก็บกักความร้อนไม่อย่างนั้นจะหนาวตายเสียก่อน
2. ลักษณะการใช้งานที่แตกต่าง การตัดเย็บก็จะต่างกัน
race cut fit – แนบสนิทติดเนื้อทุกสัดส่วน เพิ่มแอโร่ไดนามิค แรงต้านลมต่ำมากที่สุด เหมาะสำหรับใช้ลงแข่งขัน หรือการปั่นแบบที่ต้องการทำเวลาน้อยที่สุด
semi-fitted – ช่วงอกและช่วงไหล่จะใหญ่กว่า race cut ทำให้ไม่แนบเนื้อรัดเปรี๊ยะ สวมใส่สบายได้ขึ้น แต่ก็เกิดแรงต้านลมมากขึ้น
relaxed-cut / relaxed fit – ประเภทนี้ก็จะหลวมนิด ใส่สบายๆ ไม่กระชับรูปร่าง ใช้ในชีวิตประจำวันได้
3. ลูกเล่นปลีกย่อยที่ต้องการ มีกระเป๋าใส่ของหรือเปล่า มีซิปมั้ย ถ้ามีซิป จะเต็มตัว หรือ เฉพาะช่วงอก ช่องระบายความร้อนข้างตัว แถบซิลิโคนกันเสื้อเปิด แถบสะท้อนแสง ฯลฯ
4. ไซส์ ลองวัดให้เหมาะกับรูปร่างครับ ลองวัดกันเล่นๆได้ตามชาร์ตด้านล่างครับ (หากท่านมีพุงก็ต้องเผื่อช่วงอกเพิ่มอีกหนึ่งไซส์ เพื่อความสวยงามและความมั่นใจในการสวมใส่)

facebook.com/singhacycling เอื้อเฟื้อภาพ

และเมื่อกลางปี ค.ศ.2014 ที่ผ่านมานี้ ทาง สิงห์ คอร์เปอเรชั่น ได้จับมือกับ LA Bicycle จักรยานของคนไทย เปิดตัวทีม Singha Infinite Cycling Team ทีมจักรยานระดับโลกสัญชาติไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างทีมนักกีฬาจักรยานไทยที่จะประกาศความสามารถของคนไทยให้วงการจักรยานโลกได้รับรู้ครับ น่าสนใจและติดตามมากทีเดียว มาร่วมลุ้นผลงานของพวกเขาได้ที่ infinite-cycling.com ครับ 🙂

เสื้อสำหรับขี่จักรยาน

ทีมน่องเหล็กสัญชาติไทย ‘สิงห์ อินฟินิท’ (ภาพจาก pantip.com/topic/32182352)

สุดท้ายนี้ ก็หวังว่าเรื่องราวความเป็นมาเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของ เสื้อสำหรับขี่จักรยาน นี้ จะมีอะไรให้ท่านผู้อ่านได้เอาไปคุยกันสนุกๆในวงสนทนาตามประสาสิงห์นักปั่นกันนะครับ และก่อนจะจากกัน ขอแนะนำเรื่องดีๆน่าสนใจเกี่ยวกับ เสื้อขี่จักรยาน เพิ่มตามลิงค์ข้างล่างนี้เลยครับ :)))